วันพฤหัสที่ 22 มีนาคม 2555
 
ถึงเวลาอำลา กรานาดา ไปหา กอร์โดบา แล้วววว 
 
ออกจากโรงแรมแต่เช้า โดยมีเป้าหมายคือสถานีรถไฟกรานาดา
จองรถไฟไว้รอบ 9 โมง 10 นาที สถานีรถไฟอยู่ไหนก็ไม่รู้
แต่ถามพนักงานของโรงแรมไว้แล้ว เค้าบอกว่าให้รอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงแรม
แถมเขียนเบอร์รถเมล์ของสายที่ไปได้ไว้ให้เลือกด้วยตั้ง 3 เบอร์
พอรถเมล์สายที่จับจ้องโผล่มา ก็ไม่รอช้ากระโดดขึ้นรถ เช้าๆแบบนี้มีที่ให้นั่งด้วย
ระหว่างทางมีจุดสังเกตคือเสาธงยักษ์
เมื่อรถวิ่งผ่านโรงแรมที่ชื่อ Vincci ให้ลุกมากดกริ่งได้
(รถเมล์เมืองนี้ไม่มีระบบบอกชื่อป้ายรถเมล์อัตโนมัติ ต้องสุ่มเดาหาที่ลงกันเอาเอง)
นับตั้งแต่ป้ายแรกที่ขึ้นจนถึงป้ายสุดท้ายที่ลง รวมได้ 6 ป้าย
ลงรถแล้วข้ามถนน เดินเข้าไปอีกนิดก็จะถึงสถานีรถไฟสมความตั้งใจ
โว๊ะ!! เป็นไงล่ะ เป็นการบอกทางที่ละเอียดประทับใจมากที่สุดในสามโลก
ซึ้งใจจริงๆ กับความมืออาชีพของพนักงานที่ Nest Style Granada Hotel
 
ตอนลุกมากดกริ่งรถเมล์ มีคนลุงชาวสเปนที่นั่งอยู่ใกล้ประตูทางลง
พูดอะไรซักอย่างกับเราเป็นภาษาสเปน ได้ยินแว่วๆ ว่า เทรน
เราก็เลยทึกทักเดาเอาเองว่า คุณลุงคงพยายามจะบอกว่า
"ลงป้ายนี้แหละถูกแล้ว ถ้าจะไปสถานีรถไฟ"
เพราะดูจากสภาพกระเป๋าเป้ใบใหญ่บนหลังของเราแล้วคงไปไหนอื่นไกลไม่ได้
ตีตรากาหน้าผากชัดเลยว่า เราคือนักเดินทางท่องโลก
ทั้งหมดนี่เดาเข้าข้างตัวเองไปงั้นแหละ ไม่รู้จริงไม่จริง
แต่สีหน้าตอนที่คุณลุงพูดกับเรา ก็ทำให้เรารู้สึกดีนะ เหมือนสัมผัสได้ลึกๆถึงไมตรี
แค่นี้ก็รู้สึกดีแล้วล่ะ
 
ตอนนี้กรานาดา กำลังบอกลาเราอย่างเป็นทางการ
พร้อมฝากความประทับใจที่ไม่รู้จะลืมได้เมื่อไหร่ไว้เต็มหัวใจเราเลย
 
เรามาถึงสถานีรถไฟก่อนเวลารถออกตั้งเกือบชั่วโมง เพราะรถเมล์จากโรงแรมมาที่นี่
ใกล้ินิดเดียวเอง เหมือนทุกคนที่สถานีจะรอรถไฟขบวนเดียวกับเรา
เจอคนไทยด้วย เค้ามากัน 4 คน จะไปกอร์โดบาเหมือนกัน แถมยังซื้อตั๋วที่นั่งหน้าเราเลย
แอบตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอคนไทย ได้พูดภาษาไทยซะที คุยกันเล็กน้อยตามสมควร
ไม่อยากกวนเค้ามาก เค้ามากันเป็นครอบครัว ลุงป้าลูกสาวและลูกเขย
ตอนแรกไม่คิดด้วยว่าเค้าเป็นคนไทย เพราะว่าเห็นลูกสาวพูดอังกฤษกับลูกเขย
แต่มาหูชี้ชันตอนได้ยินคุณป้าคุยกับลูกสาวนี่แหละ ว๊ากก รีบถามเลยว่า คนไทยเหรอคะ
ตอนได้พูดภาษาไทยกับคนไทยด้วยกันรู้สึกว่าตัวเองหน้าบานมากอ่ะ
ประมาณว่าโหยหาอยากพูดภาษาไทยมาหลายวันแล้ว
 
รถไฟกะฉึกกะฉัก ออกเดินทางใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วมงครึ่งก็ถึงกอร์โดบา
ถึงแม้กอร์โดาร์จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่สถานีรถไฟใหญ่โตใช่เล่นนะเนี่ย
 
แล้วก็ถึงการอำลาอีกแล้ว (ทั้งทีเพิ่งจะมาถึงกอร์โดบา) เป็นการโบกมืออำลาบ้ายบาย
เพื่อแยกย้ายกับคนไทยที่เจอกันเมื่อกี๊ และเริ่มการเดินทางตามลำพังอีกครั้ง
 
ออกมาหน้าสถานีรถไฟจะมีป้ายรถเมล์ มองหารถสีเขียวเบอร์ 3 นี่คือข้อมูลที่หามาจากในเนต
รถของจริง ที่ตั้งจริง หาไม่ยาก เหมือนที่ในเนตบอกไว้เป๊ะ
คือ เตรียมข้อมูลมาซะแบบว่าละเอียดดั่งตาเห็น ไม่ต้องพูด ไม่ต้องถาม ไม่หวังพึ่งใคร
ก็ในเมื่อมันพูดไม่ได้ เราก็พูดไม่ได้ ไม่ง้อๆ ข้อมูลเราปึ้ซะอย่าง ไม่ต้องกลัว
 
รถเมล์ที่กอร์โดบา มีระบบบอกชื่อสถานีด้วย แถมที่ป้ายรถเมล์ก็มีบอกอย่างละเอียดว่า
รถเมล์จะวิ่งผ่านป้ายไหนบ้าง ก็ถ่ายรูปจากที่ป้ายรถเมล์ไว้เลย พอขึ้นรถก็จับจ้องนับตามสถานี
จนเมื่อระบบประกาศสถานีเปล่งเสียงออกมาว่า San Fernando ฮ่าาาา นั่นแหละ
ถึงป้ายที่เราจะลงแล้ว ลงจากรถเมล์ ภาพตรงหน้า เหมือนเดจาวู 55+~ จริงไม่ใช่อะไรหรอก
ตั้งแต่อยู่กรุงเทพโน่นเราให้กูเกิลพาเดินจากป้ายรถเมล์ไปถึงโรงแรมแล้วรอบนึง เพราะกลัวหลง
และกลัวจะหมดแรงเพราะแบกกระเป๋าตัวเองไม่ไหว แม้ระยะทางจากป้ายรถเมล์มาถึงโรงแรม
จะไม่มากมาย แต่เล่นเอาหอบแฮกเหมือนกันนะเนี่ย
 
และนี่คือ โฮสเทล ซานตา แอนนา ที่พักของเราในอีก 2 คืนที่กอร์โดบา
 
เราจองห้องเดี่ยว ราคา 43.20 ยูโรต่อคืน ถือว่าค่อนข้างแพง แต่โรงแรมนี้อยู่ใกล้ Mezquita
สุเหร่าใหญ่ไฮไลท์ใจกลางเมืองมาก อุปกรณ์เครื่องใช้มีครบครัน
บางอย่างไม่จำเป็นต้องมีก็ยังมี เช่นกระจกส่องหน้าบานเล็กในห้องน้ำ บานใหญ่ก็มี
แล้วยังจะมีบานเล็กอีก เรียกได้ว่ามีให้มากเกินความจำเป็นจริงๆ ส่วน wifi ก็ฟรี
มีทั่วถึงทุกพื้นที่(เล็กๆ)ของห้อง แต่ที่ควรมีที่สุดๆกลับไม่มี นั่นคือ ไดร์เป่าผม
ก็ทำใจตั้งแต่ตัดสินใจเลือกโรงแรมนี้แล้วล่ะว่าจะยอมหัวฟูไปอีก 2 วัน
 
เช็คอากาศด้วยเนต wifi โรงแรมซะหน่อย ปรากฎว่า ต่างกับกรานาดาที่เพิ่งจากมาลิบลับ
ถึงว่าสิ พอลงรถไฟปั๊บ เหงื่อเริ่มซึม เพราะใส่เสื้อกันหนาวมาจากกรานาดาตั้ง 2 ชั้น
 
เก็บของ นั่งพักจนหายเหนื่อย แล้วก็ถึงเวลาออกไปลัลล้าเยี่ยมชมกอร์โดบาแล้ววววว
แวะขอแผนที่จากที่โรงแรม คุณพี่ผู้ายเจ้าของโรงแรมแอบมีขยิบตาทำหน้ากรุบกริบด้วย
 
เดินจากโรงแรมไม่ถึง 10 นาที ก็เจอ Mezquita ระหว่างทางมีตึกสีสวยๆ หน้าตาน่ารักๆเต็มเลย
 
ตึกนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นร้านขายของ กลิ่นอายอาหรับคละคลุ้งทุกอณูเลยจริงๆ
 
ณ ขณะนี้ บ่าย 2 กว่าๆแล้ว เดินผ่านร้านนึงอยู่ติด Mezquita เลย
เห็นวางเมนูภาษาอังกฤษไว้หน้าร้าน โอ๊ะ อ่านออกแฮะ เข้าร้านนี้แหละ ตอนนี้หิวมว๊ากกกกก
เลือกสั่งอาหารมาได้จานนึง มันคือเนื้อไก่นุ่มนิ่มสไตล์อาหรับ รสชาติหวานๆ ใส่ลูกเกดด้วย
อร่อยมว๊ากกกกก กินหมดเลย แต่ราคาก็แพงมว๊ากกกด้วย เอาเถอะ กินแล้วอร่อย
สั่งแล้วกินหมด สุขใจก็กำไรแล้ว ^^
พนักงานเสิร์ฟในร้านแอบหน้าตาดี ยิ้มแย้มมาก แต่..... แอบมีขยิบตากรุบกริบให้
เหมือนคุณพี่เจ้าของโรงแรมอีกแระ เอ๊ะ ผู้ชายกอร์โดบา นี่ชักจะยังไงๆ
 
เติมพลังเต็มที่แล้วก็พุ่งตรงออกจากร้านไปหา Mezquita ที่อยู่ตรงหน้าทันที
ติดกับ Mezquita มีสะพาน Puente Romano ที่ทอดข้ามแม่น้ำ Guadalquivir 
รอบๆ Mezquita มีรถม้าด้วย ดูไกลๆก็สวยดี แต่พอเข้าใกล้ทั้งขี้ม้าฉี่ม้า เฮือกกกก ลมจะใส่
 
ขณะกำลังเดินอ้าปากหวอตื่นตาตื่นใจกับความอลังการมากๆๆๆของ Mezquita
ก็มีผู้ชายคนนึงวิ่งเข้ามาหาแล้วยื่นโทรศัพท์ใส่มือเรา บอกว่า ถ่ายรูปให้เค้าหน่อย
ถ่ายไป 2 รูป รู้สึกว่า คนๆนี้คงไม่ใช่โจร ก็เลยขอให้เค้าถ่ายรูปให้ด้วย
ตอนส่งไอโฟนให้แล้วเราหันหลังวิ่งมายืนที่ Mezquita ก็แอบมีแว๊บหวั่นใจนะว่า
หันกลับไป ไอโฟนจะหายไปพร้อมนายคนนี้รึป่าว แต่พอหันกลับมาก็โล่งใจ
เพราะทั้งคนทั้งกล้องยังยืนอยู่ที่เดิม เลยได้รูปถ่ายตัวเองยืนคู่กับ Mezquita ของจริงมาอวด
Mezquita มันใหญ่โตอลังการมากจริงๆเห็นป่ะ เราเหลือตัวนิดเดียวเอง
 
พอพิธีแลกกันถ่ายรูปจบลง เราเห็นผู้ชายคนนั้นถือแผนที่เมืองกอร์โดบา
ซึ่งเมื่อเทียบกับอันที่เจ้าของโรงแรมให้เรามา ใบที่ผู้ชายคนนี้ถืออยู่ดูน่าจะดีกว่า
บวกกับความรู้สึกลึกๆว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ได้น่ากลัวเกินกว่าที่จะหยุดสนทนาด้วย
ก็เลยลองถามเค้าดูว่า ไปเอาแผนที่นี้มาจากไหน อยากได้บ้าง
เค้าบอกว่าเค้าได้มาจาก Tourist Information ที่สถานีรถไฟ (ตอนมาถึงที่สถานีรถไฟ
เราก็มองหา Tourist Information นะ แต่หาไม่เจอ ไมู่้รู้มันซ่อนอยู่หลืบมุมไหน)
แต่เค้าบอกว่าเค้าคุ้นๆว่าเห็น Tourist Information อยู่อีกที่ ไม่ไกลจากนี้
เค้าดูจริงจังที่จะพาไปหาไอ้แผนที่นี้มาก ก็เลยไม่ขัดศรัทธา ขอเป็นผู้เดินตามอย่างเดียว
 
ระหว่างทางก็เดินคุยกันไป เค้าพูดเก่งมาก พูดไม่หยุด พอสรุปได้ความว่า
เพิ่งเรียนจบป.โท บ้านอยู่เบลเยี่ยม (แต่หน้าตาออกแขกค่อนข้างมาก
แว่วๆเข้าหูว่า พ่อหรือแม่นี่แหละ มาจาก แอลจีเรีย) ตอนแรกเห็นหน้าคิดว่าแก่กว่า
คุยมาถึงจุดนี้ ทราบแล้วว่า ต้องเรียกว่าคุณน้องแล้วล่ะ
เพราะออกจะวัยค่อนข้างเด็กกว่าเรามาก คุณน้องตระเวนแบกเป้ท่องเที่ยวในสเปน
มาแล้วหลายเมือง ความฝันคือ จะเที่ยวทั่วโลก แล้วก็เรียนไปเรื่อยๆ
(แปลกใจ แล้วมันจะหาเงินจากไหนมาเที่ยววะ ถ้าไม่ทำงาน)
สไตล์การท่องเที่ยวคือ นิยมทุกอย่างที่ "ถูก" เพื่อประหยัดเงิน จะได้เอาไว้เที่ยวได้นานๆ
พอเราถามเรื่องร้านอาหารที่นี่ คุณน้องบอกว่า ไม่เคยกินข้าวในร้านอาหารเลย
เพราะราคาแพง ุณน้องจะซื้อของสดจากซุปเปอร์มาเกตมาทำกินเองที่ Hostel
ซึ่งจะประหยัดตังค์ได้กว่าอย่างมากโข คุณน้องเพิ่งมาถึงที่นี่วันแรกเหมือนกัน
เมื่อคืนนอนที่สถานีรถไฟ และเดินจากสถานีรถไฟเข้าเมือง
บร๊ะ!!!! ประหยัดมากไปมั้ยน้อง นี่เราเจอแบคแพคเกอร์ขั้นเทพตัวจริงเข้าให้แล้วมั้ยล่ะ
 
เดินหา Tourist Information กันจนเกือบจะทั่วทั้งเมืองอยู่แล้ว
(ดีเหมือนกัน เหมือนได้ไกด์มาพาเดินเที่ยว ฟรีด้วย ไม่ต้องเสียเงิน)
สุดท้ายได้แผนที่กอร์โดบาจาก Tourist Information ที่อยู่ตรงหน้า
Alcazar de los Reyes Cristianos
 
เมื่อภารกิจบรรลุเป้าหมาย คุณน้องแบคแพคเกอร์ขั้นเทพก็โบกมืออำลา
ขอแยกตัวไปเดินเที่ยวตามไลฟสไตล์ของตัวเองต่อ เป็นมิตรภาพที่มาไว ไปไวดีจริงๆ
คุณน้องเล่าเรื่อตัวเองเยอะมากๆ ตลอดเวลา จนเราที่ว่าพูดมากๆ
ยังหาจังหวะช่วงชิงโอกาสพูดแทบไม่ทัน คาดว่า เดินทางคนเดียว ก็คงเหงาปาก ไม่ต่างกัน
 
ไหนก็อยู่ตรงหน้าแล้ว ก็เลยลองแวะเข้าไปดูราคาค่าเข้าชม Alcazar de los Reyes Cristianos
อ่านก็ไม่ออก เพราะป้ายมีแต่ภาษาสเปน เลยกลับมาขอข้อมูลที่ Tourist Information อีกรอบ
ปรากฎว่า ช่วงเ้ช้าตั้งแต่เวลา 8:30 - 10:30 เข้าฟรี
ว๊ากกกก ตาลุกวาว พรุ่งนี้เจอกันแต่เช้านะ Alcazar de los Reyes Cristianos ^^
 
ทีนี้ก็เลยต้องคิดวางแผนใหม่ว่าจะไปไหนต่อดี
ตัดสินใจลงไปเดินสำรวจทางตอนใต้ของแผนที่ โดยที่ตอนแรกก็ไม่รู้ว่ามันมีอะไร
แต่เดินไปๆ แล้วมันใช่เลย เจอบ้านที่มีกระถางดอกไม้แขวนอยู่ตามผนัและกำแพง
เจอกำแพงเมืองเก่า และถนนแคบๆ
ที่นี่ สวย และ เงียบ จนแทบจะหยุดหายใจ ว๊ากกกก เวอร์ตลอด
 
แวะเวียนถ่ายรูปตึกรามบ้านช่องจนพอใจ ก็เดินกลับมาที่ Mezquita อีกที
บรรยากาศของเมืองนี้ ทุกหัวระแหง โดยเฉพาะรอบๆ Mezquita มีแต่เหล่านักท่องเที่ยว
ไม่ว่าเวลาไหนรอบๆ Mezquita ก็เต็มไปด้วยผู้คน แต่ถ้าห่างออกมานิดหน่อย กลับเงียบสงบ
นานๆทีจะมีนักท่องเที่ยวเดินผ่านมาซักที แอบสงสัยเหมือนกันว่า
เอ๊ะ แล้วผู้คนชาวกอร์โดบา เค้าหายไปอยู่ไหนกัน เห็นมีแต่นักท่องเที่ยว
 
เราเดินเตร็ดเตร่แวะเวียนอยู่รอบ Mezquita อยู่นาน
แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่าอยากจะเข้าไปดูข้างในตอนนี้
เหมือน Mezquita แอบบอกว่า รอก่อนๆ ไม่ต้องรีบ
 
ระหว่างแวะเวียนวนเวียนรอบ Mezqita อยู่นานสองนาน จนพอจะรู้สึกได้ว่า
กลิ่นของกอร์โดบา มันให้ความรู้สึกแขก แข๊ก แขก จริงๆ
โดยเฉพาะรอบๆ Mezquita จะได้กลิ่นเหมือนเครื่องหอมแขกอ่ะ
บอกได้คำเดียวว่าแขก แต่ก็เป็นกลิ่นแขกที่นุ่มนวลต่อมรับกลิ่นดีเหมือนกันนะ :)
 
แวะกลับมานอนพักเอาแรงที่โรงแรม ระหว่างทางเดินกลับโรงแรมผ่านร้านขายขนม
เกิดอยากกินไอติมอีกแล้ว ไอติมคอร์โดบารสชาติธรรมดานะ แถมราคายังแอบสูงด้วย
แต่น้องผู้หญิงคนขายใจดี ยิ้มแย้ม ความรู้สึกที่ได้รับจากอัธยาศัยไมตรีที่ชาวกอร์โดบามีให้
แม้จะเป็นแค่วันแรก แต่กลับมีแต่ความรู้สึกดีๆ ความเป็นมิตร การต้อนรับ
ทุกอย่างแตกต่าง ราวกับว่า ดินแดนแห่งนี้ ไม่ได้อยู่ในแผ่นดินสเปนงั้นแหละ
ดีเอ็นเอคนที่นี่คงกลายพันธุ์มั้ง รอยยิ้มถึงผุดขึ้นมาง่ายดาย กลาดเกลื่อนทั่วทั้งเมือง
และที่ปลื้มสุดๆคือ ทุกคนพูดภาษาอังกฤษกับเราด้วยความยินดี
 
นอนหลับเอาแรง แล้วตื่นขึ้นมากินข้าวตอน 2 ทุ่ม
ตอนแรกคิดว่ากอร์โดบาน่าจะเหมือนเมืองอื่นในสเปน ที่คึกคักยามราตรี
แต่ที่นีรอบๆ Mezquita นี้ ร้านปิดเกือบหมด เดินหาร้านอาหารอยู่พักใหญ่
วนเวียนเข้าไปในซอกซอย แต่บรรยากาศยามค่ำคืนของกอร์โดบาก็ดูไม่คึกคักเท่าที่คาดหวัง
เดินๆอยู่ พนักงานที่ยืนอยู่หน้าร้านเรียก พอลองดูเมนูอาหร อู้ว น่าสนใจแฮะ
แม้ราคาแอบแพงนิดหน่อย แต่ั่สั่งมาตั้งสองจาน อร่อยมว๊ากกกกก กินหมดเกลี้ยงเลย
น้ำส้มร้านนี้ก็อร่อยสุดๆ คั้นสดๆ หลับตานึกตอนนี้ ยังจำรสชาติได้เลย
เวอร์ไปป่ะ :) แต่แบบว่าติดใจมากอ่า
 
วันแรกที่กอร์โดบาจบลงด้วยดี อิ่ม อร่อย สวยงาม น่าประทับใจ
ไม่อยากจะต้องรอจนถึงพรุ่งนี้เช้าเลย อยากออกไปสำรวจกอร์โดบาร์ใจจะขาดอยู่แล้ว
ดูในแผนที่ก็ยังเหลืออีกตั้งมากมายหลายที่ที่อยากไป แต่ตอนนี้ต้องกลับไปพักเอาแรง
ปาดเคาท์เตอร์เพนท์ให้ทั่วแข้งขาก่อน ตอนเดินล่ะสนุก แต่พอหยุดพัก ถึงรู้ว่า
ปวดขามว๊ากกกกก
 
แล้วเจอกันตอนหน้า จะพาไปสำรวจทุกมุมในกอร์โดบาร์เล้ยยยยย

Favourites