วันพุธที่ 21 มีนาคม 2555
 
ด้วยเพียงเพราะว่า ยังดื่มด่ำกับพระราชวังอะลัมบราไม่หนำใจ
กะจะแว๊บไปชมกำแพงเมืองกับซุ้มประตูใหญ่ๆนิดเดียว
เดินไปเดินมา ไม่รู้หลุดจาก มนตราอะลัมบราและกลิ่นอาย(ไม่ใช่กลิ่นกายนะ 55+)แขกมัวร์
มาถึงตัวเมืองได้ไงเนี่ย โผล่มาปั๊บก็งง หาพิกัดตัวเองไม่ได้
เลยไปนั่งตากแดด กางแผนที่ ดูอยู่ตั้งนาน
พบว่าจุดที่อยู่ตรงนี้คือ Paseo de los Tristes และบังเอิญเหลือเกินว่า
จากตรงนี้ไม่ไกลเกินจะเดิน ก็เป็นจุดชมวิวอันเลื่องชื่อนามว่า Mirador San Nicolas
อ๊ะ ไม่ไกลนี่ ก็เดินตัดสินใจเดิน
เดิน เดิน เดิน เฮ้ย ทางชักจะชันขึ้นเรื่อยๆ สปีดก็เลยตกลงเรื่อยๆ เหนื่อยเอาเรื่องนะเนี่ย
 
กรานาดายามนี้ เงียบเหงามาก คนจะเดินผ่านไปผ่านมา รถราซักคัน แทบไม่มี
นานๆจะมีคนเดินไล่หลังมาซักที แล้วไม่นานเค้าก็เดินแซงหน้าหายลับตาไป
 
 
เหงาอ่ะ ทำไมมันเงียบจัง
อาทิตย์ที่แล้วตอนอยู่บาร์เซโลนาเจอเพื่อนฝูง มีคนคุยด้วยทุกวัน
ต่างกับวันนี้ในกรานาดา ที่ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้พูดคุยกับใครเลย
อารมณ์ตอนนี้คือเหงา อยากคุยอยากพูดกับใครก็ได้
หรือนี่คืออีกบททดสอบของนักเดินทางอันโดดเดี่ยวรึเปล่า ?!?
 
 
นี่คือทางแยกไป Sacromonte ซึ่งเป็นอีกสถานที่แนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว
แต่แผนที่ที่ได้มาจากโรงแรมมันไม่ได้มีสัญลักษณ์อะไรที่บอกเลยว่ามีอะไรน่าสนใจ
แถมไม่รู้ด้วยว่าถ้าเลี้ยวไปทางนี้จะต้องเดินอีกไกลแค่ไหน
จะมีอะไรทีุ่จุดหมาย แล้วระหว่างทางจะเป็นอย่างไร
ก็เลยตัดสินใจมุ่งหน้าต่อไปที่เป้าหมายเดิมดีกว่า นั่นคือจุดชมวิว Mirador San Nicolas
 
 
ตรงบันไดนี้ เจอผู้หญิงคนนึงกำลังเดินลงบันไดมากับลูกชายตัวเล็ก
เรายืนรออยู่ตรงจุดนี้แหละ กะว่าจะรอให้เค้าเดินผ่านไปก่อนแล้วค่อยถ่ายรูป
พอเค้าเดินมาใกล้เรา เค้าก็ยิ้มให้เรา
อึ๊มมม อารมณ์ตอนนั้นแบบว่า ดีใจมาก รีบยิ้มตอบเค้าเลย
ตั้งแต่เช้ามา นี่เป็นความรู้สึกแรกจริงๆ ที่ทำให้เราหายเหงา
ไม่อยากเชื่อเลยว่า แค่ยิ้มเดียว มันมีค่าอะไรขนาดนี้ ^^
 
 
ตลอดสองข้างทางเริ่มมีแต่บ้านสีขาว เข้าใกล้แล้วสิ อัลไบซิน(Albaicin) วู้วๆ ตื่นเต้นๆ
 
 
และแล้วก็ถึงจุดหมาย Mirador San Nicolas จุดชมวิวอันเลื่องชื่อ
ตรงหน้าคือ พระราชวังอะลัมบรา (Alhambra) อันยิ่งใหญ่
โดยมีภูเขาเซียร์รา เนวาดา (Sierra Nevada) เป็นฉากหลัง
ไฮไลท์ก็คือ หิมะบนยอดเขาเซียร์รา เนวาดา (Sierra Nevada)
หิมะ กลางแดด เริ่ดอ่า.........
 
 
ตลอดทางที่เดินมา ผู้คนร้างไร้เงียบเหงามาก
ที่ไหนได้ คนมาอยู่กันมากมายที่ Mirador San Nicolas นี่เอง
วัยรุ่นฮิปๆ แบคแพคเกอร์ คู่รัก หรือแม้แต่คณะทัวร์วัยรุ่นป้า หาได้ที่นี่หมด
 
 
เดินต่อไปอีกหน่อยก็เจอจุดชมวิวอีกที่ ที่นี่แปลกเพราะด้านล่างทำเป็นลานจอดรถ
ส่วนด้านบนทำเหมือนเป็นสวนสาธารณะ ทุกเก้าอี้ที่นั่งถูกจับจองด้วยวัยรุ่นทั้งนั้นเลย
ทั้งเล่นดนตรี ร้องเพลง เต้น สารพัดกิจกรรม
แต่รู้สึกว่า บรรยากาศปละหน้าตาแต่ละคนแอบจะน่ากลัว
ลองเดินวนรอบนึง แล้วก็ออกมา
ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา ความรู้สึกมันบอกแบบนั้น
 
ถนนใน อัลไบซิน(Albaicin) วันนี้ เงียบ...... สงบ อบอุ่นด้วยแสงแดด
และขาวววววว ไปทุกทิศทุกทาง
ความขาวรอบด้าน น่าจะมีส่วนทำให้การเดินคนเดียวไม่ได้น่าหวาดกลัวเท่าไหร่นัก
 
เลยจากจุดชมวิว Mirador San Nicolas ในแผนที่ยังมีอีกจุดชมวิวที่ชื่อว่า
Mirador de la Lona ที่นี่ยิ่งห่างไกลจากผู้คนมากเข้าไปอีก เดินมาถึงไม่เจอคนเลย
แล้ววิวจากที่นี่ก็ไม่สวยเท่า Mirador San Nicolas ด้วย
เงียบ จนแอบหวั่นกลัว ดีที่มาตอนบ่าย แดดแจ๋สว่างจ้ามาก
มากจนไม่รู้สึกว่า มีอะไรที่น่ากลัว
แต่ถ้ามาตอนเย็นย่ำพลบค่ำ ก็คงน่ากลัวเหมือนกัน
 
ระหว่างทางเจอ street art เล็กๆน้อยๆพอเป็นสีสัน
จริงๆรู้มาว่ากรานาดามีกราฟิตี้เยอะ แต่ไม่รู้ว่าต้องไปดูตรงไหน
แล้วตอนนี้ก็ขาสั่นไหวเมื่อยจะตายแล้วเนี่ย เดินมาตั้งแต่เช้าแล้ว T_T
ถ้ามีแรงเหลือมากกว่านี้ก็ยังอยากเดินต่อนะ
รู้สึกว่าอัลไบซิน (Albaicin) ยังมีของดีๆที่อยากจะอวดเราอีกตั้งเยอะแยะ
แต่ไม่ไหวแล้วล่ะ ก็เลยตัดสินใจเดินตามเส้นทางรถบัสในแผนที่กลับลงสู่ตัวเมืองดีกว่า
 
 
ระหว่างทางเจอประตูยักษ์ใหญ่นี่ สวยดี มันใหญ่จนต้องบอกว่า เห็นแล้วตื่นตะลึง
ชื่อที่ปรากฎในแผนที่คือ Puerta de Elvira
 
 
และแล้วก็มาถึงถนนสายหลักที่มุ่งสู่ใจกลางเมือง
บรรยากาศของถนนสายนี้ในวันนี้ เจอแต่เด็กๆ วัยรุ่น (สงสัยเพิ่งจะเลิกเรียน)
กับผู้สูงวัยประมาณคุณลุงที่เจอกันบนเครื่องบินในวันแรกที่มาถึง
สงสัยอยู่ว่า คนวัยทำงานเค้าไปเดินไปอยู่กันตรงไหน
กรานาดาในแผนที่จริงๆก็กว้างนะ แต่ตัวเมือง ย่านสำคัญๆสำหรับนักท่องเที่ยว
กระจุกตัวรวมกันอยู่แค่จุดเดียวคือ ตรงนี้แหละ
 
 
ใกล้ๆกับถนน Gran Via มีโบสถ์ เดินวนเวียนไปแถวทางเข้าเห็นป้ายบอกราคาค่าเข้า
อ่าว ไม่ได้เข้าฟรีนี่ ก็เลยเปลี่ยนใจไม่เข้าดีกว่า ไม่อยากดูโบสถ์เท่าไหร่
เดินถ่ายรูปไปรอบๆ ตึกรามบ้านช่องในตัวเมือง ก็สวยเริ่ดไม่เบานะเนี่ย
 
 
ละแวกนั้นยังมีตลาดขายของที่ระลึก และพลาซ่าบิบรัมบลา (Plaza Bib-Rambla)
พระอาทิตย์ลดแสงลงเรื่อยๆแล้ว ยามเย็นใกล้เข้ามาแล้ว
ได้ข่าวว่าบ่นเมื่อยเหนื่อยมาตั้งนานแล้ว
แต่พอเจอตึกสวยๆ บรรยากาศดีๆ ก็ยังทำใจกลับโรงแรมไม่ได้ เสียดายเวลาที่ยังเหลือ
 
 
เย็นย่ำอุณหภูมิเริ่มพอเหมาะ จังหวะนี้แหละ ต้องฉวยโอกาสกินไอติม
La Perla ร้านนี้ดัง เห็นในเนตมีรีวิวไว้ เลยต้องลองซะหน่อย
After Eight ไอติมรสมินท์ใส่ชอคโกแลต สกูปนี้ 1.5 ยูโร
 
 
กินไอติมท้าความหนาวจนหมดแก้ว ก็กลับเข้าไปกบดานในโรงแรมก่อน
พักผ่อนแข้งขา งีบซักตื่น แล้วค่อยออกไปกินข้าวเย็นตามเวลาท้องถิ่น
 
อ่อ แล้วก็เจอพนักงานโรงแรมคนเดิมกับเมื่อวาน
เลยได้แวะถามทางสำหรับไปสถานีรถไฟในวันพรุ่งนี้พอดี
เมื่อเช้าถามกับพนักงานอีกคน เค้าไม่รู้ แต่พยายามมากที่จะเปิดเนตหาข้อมูลช่วย
แต่พอเจอคนนี้ ข้อมูลเป๊ะมาก เขียนในแผนที่ให้ละเอียดเลยว่า
จะต้องขึ้นรถเมล์สายไหน ขึ้นไปกี่ป้าย แล้วป้ายที่จะลงจะต้องสังเกตอะไร
โชคดีมากๆด้วยที่ด้านหน้าโรงแรมเป็นป้ายรถเมล์พอดี ว๊าวววว เยี่ยม
 
3 ทุ่ม ออกไปหาข้าวเย็นกิน
แค่เปิดประตูออกมนอกโรงแรม ความหนาวก็เข้าปะทะหน้าอย่างจัง
ว๊ากกกก กรานาดายามไร้แสงอาทิตย์นี่มันช่างเย็นยะเยือกโหดร้ายจริงๆ
อยากกินทาปาส(Tapas)แบบ local อำลากรานาดาซะหน่อย
เดินไปพลาซ่าบิบรัมบลา (Plaza Bib-Rambla) ร้านก็ปิดหมดแล้ว
เลยลองเดินกลับขึ้นที่แถวพลาซ่านูเอบ้า (Plaza Nueva)
ตามที่พนักงานของโรงแรมเค้าเขียนแนะนำร้านให้
แล้วมันก็เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคนไร้ทักษะด้านการหาร้านอาหารแบบเรา
เอล เปสกาดอร์ (El Pescador) ชื่อก็บอกแล้วล่ะว่า ร้านนี้มาแนวอาหารทะเล
(Pescador เป็นภาษาสเปน แปลว่า ชาวประมง )
เข้าไปในร้านแอบขัดเขิน เพราะคนเยอะเหมือนกัน มากันเป็นหมู่คณะทั้งนั้น
มีตรูนี่แหละ หน้าตาประหลาด อะไรเอ่ยไม่เข้าพวกโผล่เข้ามาคนเดียว
 
หาโต๊ะเดี่ยวๆ เหมาะกับคนๆเดียวได้ปั๊บ ก็สั่งเลย แฟนต้าลิม่อน
แปลเป็นไทยก็ แฟนต้ามะนาว
ที่สั่งไอ้เนี่ย ไม่ใช่ว่า ชอบอะไรมากมายหรอกนะ
แ่ต่เพราะว่า มันออกเสียงง่าย สั่งทีไร คนท้องถิ่นไม่เคยมีอาการงงงวย 55+
แปลว่า สำเนียงผ่าน เลยเป็นเครื่องดื่มชนิดที่คิดอะไรไม่ออกก็นึกถึงมันทุกที ^^
 
ตามธรรมเนียมของกรานาดาคือ สั่งเครื่องดื่ม แถมทาปาส(Tapas)
แล้วร้านนี้ ทาปาส(Tapas) เค้าเริ่ดมากกกก ปลาหมึกชุบแป้งทอดจานเบ้อเริ่มเรยยยย
ไม่ผิดหวังจริงๆที่มาตามคำแนะนำของพนักงานโรงแรม
 
 
แต่ด้วยความไมมั่นใจ บวกกับพูดภาษาสเปนไม่ได้
คนเสิร์ฟมันก็ไม่พูดอังกฤษใส่เราด้วยนะ ฉะนั้น ถ้าใครคิดว่าเราจะถามพนักงานดูว่า
ทาปาส(Tapas) ที่เป็นจานแถมอ่ะจะเป็นอะไร เหอๆ อย่าหวังเลยว่าตรูจะถาม
เพราะมั่นใจเกือบเต็มร้อยว่า ถามไปก็คุยกันไม่รู้เรื่อง
ก็เลยสั่งเพิ่มไปเลยอีกอย่าง เผื่อจานของแถมมาน้อยไม่อิ่ม^^
ส่วนเรื่องกินไม่ได้ ไม่เคยคิด 55+
เพราะว่ากินได้หมด ไม่มีปัญหา เว้นแต่ว่าจะไม่อร่อยเกินจะทนจริงๆ
แล้วจานที่สั่งเองก็มาชนกันโครมครามกับจานแถมพอดี เพราะเป็นปลาหมึกเหมือนกัน
แต่จานนี้ที่เลือกเองเป็นแนวทอดจมทะเลน้ำมัน เรียกได้ว่ามันจะปากเยิ้มเลยนั่นแหละ
ไม่อยากจะบอกเลยว่า จานแถมอร่อยกว่า 55+
มื้อนี้จ่ายไป 10.9 ยูโร จำราคาน้ำแฟนต้าไม่ได้ แต่ตัวแพงอยู่ที่จานหลังที่สั่งเองนี่แหละ
น่าจะซัก 7-8 ยูโรได้
 
 
เดินกลับโรงแรม กรานาดาแม้ยามมืดสนิทแบบนี้
แต่ก็ยังเห็นมีคนเดินอยู่บ้าง เลยไม่น่ากลัวเท่าไหร่
แต่กรานาดาทุกวินาทีก็ยังแฝงความเงียบขรึมไว้ไม่ห่างหาย
อากาศหนาวเย็นลงอีก แต่ที่นี่ไม่ได้รู้สึกแห้งนะ เป็นหนาวแบบชื้นๆ
กลับมาดูบอลคู่รีลมาดริดที่ common area ของโรงแรม ดูอยู่คนเดียว (อีกแล้ว)
เหงา เงียบ โดดเดี่ยว จนวินาทีสุดท้ายในกรานาดาจริงๆ
 
คืนสุดท้ายแล้วสินะกับประสบการณ์เดินทางครั้งแรกในแผ่นดินกรานาดา
เหงา เงียบ แต่ชอบมาก
ถ้าให้กลับมาอีก ก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะมาคัดค้านให้ไม่กลับมา
ส่วนกลิ่นของกรานาดาเหรอ ไม่รู้สิ เหมือนกรานาดาจะไม่มีกลิ่นพิเศษเฉพาะตัว
กรานาดาในความทรงจำของเรามีแต่ภาพ มันคือความขาว ความว่างเปล่า
กรานาดามันเงียบ มันเหงา แต่มันไม่อ้างว้าง และไม่เดียวดาย
 
แม้ว่าเมืองเล็กๆเมืองนี้จะไม่มีอ้อมแขนอันยิ่งใหญ่พอจะโอบกอด
ให้ความอบอุ่นชุ่มชื่นหัวใจได้มากเท่าเมืองใหญ่ๆอย่างเช่นบาร์เซโลนา
แต่กรานาดาก็แอบคล้องแขนเล็กๆของมันไว้กับแขนเราแบบไม่ทันให้เรารู้ตัว
พร้อมกับส่งเสียงกระซิบเบาๆข้างๆหัวใจเหงาๆของนักเดินทางผู้โดดเดี่ยวว่า
"อย่าลืมคิดถึงกันนะ"
เฮ้อ...... สุดท้ายกรานาดาก็ทำให้เราหลงรักมันซะแล้ว แบบไม่ทันตั้งตัว :)))

Comment

Comment:

Tweet

I am really grateful to the holder of this web site who has shared this enormous piece of writing at at this time.

#11 By NoraRousse on 2015-05-23 21:16

What's up, just wanted to mention, I loved this post. It was helpful. Keep on posting!

#10 By FlemmingKishlansky on 2015-05-23 19:35

ในความเงียบ
เราจะพบความสงบ
และค้นพบความสุขของการอยู่คนเดียว
big smile

#9 By I am Par. (LastLight) on 2012-09-02 12:31

สวยจังงชอบที่ถ่ายรูปมากๆเลยbig smile

#8 By kiebum on 2012-08-27 19:54

บรรยากาศมันสงบมาก
ดูไม่วุ่นวาย แต่ก็ทำให้เหงาได้จริงๆค่ะ big smile
Hot! Hot!

#7 By sailles™ on 2012-08-26 11:32

รูปสวยมากๆเลยค่ะ ถ้ามีโอกาสและเงิน ก็อยากจะไปบ้าง 55Hot! Hot! open-mounthed smile

#6 By Mayberry on 2012-08-23 03:57

บรรยากาศเมืองมันเหงา  สงบ  น่าไปจัง Hot! Hot!

#5 By Clepsydra:: on 2012-08-22 03:36

โห เมืองเค้าดูเงียบสงบดีนะคะ ติดภาพว่าสเปนมันจะเฮฮาเหมือนมีเทศกาลทั้งปีอะไรทำนองนี้ 
เคยมีโมเม้นต์ที่เดินคนเดียวไปทั่วเมืองแบบนี้เหมือนกันค่ะ แต่ไม่มีอารมณ์มาถ่ายรูปหรือแวะอะไรเลยเพราะตอนนั้นหลงทางอยู่ที่อังกฤษ พอถึงจุดหมาย(บ้านพัก)ได้ก็เจอโฮสต์ด่ากระจายเลย 555
แต่มีตรงนึงที่แอบคล้ายจขบ.คือได้ซื้อไอติมมิ้นต์ชอคชิพกินเหมือนกันค่ะ ! (กินให้หายเครียดตอนนั้น) จากนั้นมาติดไอติมรสนี้เลยค่ะ ชอบมากก
ปล.หมึกทอดน่ากินมากค่ะ ;; m ;; Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By อภญ. on 2012-08-22 03:27

@llrhizopusll ช่ายเลย แบบว่า ถ่ายรูปจนลืมเหนื่อย กลับมาเมื่อยไปสามชาติ ^^

#3 By I'am Ambryo on 2012-08-21 23:21

เอนทรี่นี้ ทำให้นึกถึงบรรยากาศที่ไปเดินมึนๆ
ไอ้ที่ๆจะไปมันไปทางไหนวะ
พอเดินไปถึงจุดหมายแล้วก็หายเหนื่อย
ถ่ายรูปอย่างมีความสุข
แล้วค่อยกลับมาร่างกายแหลกเหลวอยู่โรงแรม
คิดถึงบรรยากาศแบบนั้น

#2 By Rhizopus ❤ on 2012-08-21 23:05

เที่ยวคนเดียวมันก็คงจะเหงาแบบนี้เองซินะ
แต่มันก็ดีนะ ไปหลายคนบางทีก็ต้องรอกัน
ต้องตามใจอีกฝ่ายไรทำนองเนี้ย
สอง ฮ่าๆๆ
big smile big smile big smile Hot! Hot! Hot!

#1 By Nirankas on 2012-08-21 18:50

Favourites