วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม 2555
 
ตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่ก่อนมาถึงบาร์เซโลนา
กะว่าจะใช้เวลาในวันเสาร์กับวันอาทิตย์ไปเดินเยี่ยมเยียนบ้านเมือง
รำลึกอดีต และถือโอกาสในการมารอบที่สองนี้ เก็บตกสถานที่ๆพลาดจากคราวที่แล้ว
ทั้งจากการไม่รู้ว่ามันมีอะไรดี และการไม่รู้ว่ามันมีอยู่จริง T_T
 
แต่แผนการมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย อันเนื่องมาจากว่า
มีมิตรสหายเก่าจากครั้งที่มาทำงานที่นี่หนที่แล้  วอาสามาไกด์กิติมศักด์ให้
 
11 โมงเรานัดเจอกันที่ Cafe Zurich
สถานที่ยอดฮิตของการนัดหมายกลางกรุง ณ พลาซา คะตะลุนญ่า
 
 
 
 
เราออกจากโรงแรมก่อนเวลานัดเพื่อมุ่งหน้าไป MACBA
หรือชื่อเต็มว่า Museu d'Art Contemporani de Barcelona ก่อน
คราวที่แล้วไม่ได้มา เพราะว่าเบื่อเอียนกับเหล่านานาพิพิธภัณฑ์อันมีมากมายล้นเมือง
จริงๆ ตอนนี้ก็ยังเบื่ออยู่ แต่เหตุเดียวที่จะมาที่นี่ในวันนี้ก็คือ
ไปเห็นรูปในเนตว่า ลานหน้า MACBA เป็นแหล่งรวมของเหล่าวัยรุ่นเด็กแนว
ที่มชุมนุมเล่นสเกตบอร์ดกัน เท่านั้นล่ะ เหตุที่จะมา 55+
 
แดดยามเช้านี่มันสดชื่นจริงๆ เราแบกกล้อง Canon กับ iPhone เดินยิ้มร่าออกจากโรงแรม
ลงมาปั๊บก็เจอคนมานั่งเล่นดนตรี จิบกาแฟ อาบแดดเบาๆ ยามเช้า ที่ร้านกาแฟติดกับโรงแรม
แล้วก็ street art เต็มไปหมดเลย......................
นี่แหละๆที่ใฝ่ฝันมานาน จนขนาดต้องดั้นด้นกลับมาบาร์เซโลนา
Street art ที่ตามหาาาา !!!!!
 

 

เราไม่รู้มาก่อนเลยว่า ถนนเล็กๆที่อยู่ถัดจากโรงแรมไปแค่ไม่กี่สิบก้าว
จะเป็นแหล่งน่ากลัวแบบเน้!!!
อ่าว เมื่อกี๊ยังกรี๊ดดีใจอยู่ดีๆ ไหงมาบอกว่าน่ากลัวซะแร้ว??
เหอๆ จริงๆก็ไม่รู้ว่าหวาดวิตกไปเองมั้ย แต่ปกติในย่านใจกลางเมืองของบาร์เซโลนา
จะไม่มี street art ให้เห็นเลย อย่างมาก็แค่พ่นๆ เล็กๆตามเสาไฟ หรือข้างตึก
แต่ถ้าที่ใดมี street art แบบสวยสดงดงาม ยิ่งงามยิ่งอลังการมากแค่ไหน
นั่นหมายความว่าที่นั่นยอมอันตรายแปรผันตามไปด้วย
 
 

 
ตอนแรกที่ตัดสินใจลองเดินเข้าไปในซอยก็เพราะเห็นมีมหาวิทยาลัย
ชื่อ Universitat Ramon Llull อยู่ ก็คงดูไม่น่ากลัวมั้ง
แล้วก็มีเด็ก(หนุ่มๆ) มาเล่น street bas(ketball) กันเต็มลานเลย
แต่พอเดินลึกเข้าไป ชักจะเริ่มหวั่นใจเพราะซอยแถวนี้มันเงียบมาก
อาจเพราะเป็นยามเ้ช้า แถมคนที่เดินผ่านไปมาก็หน้าตาออกไปทางแนวอเมริกาใต้
ฟิลนั้นรู้สึกแค่ว่า คงปลอดภัยไม่มีอะไรเพราะยังเช้าอยู่
แต่ก็ปอดแหกเกินไปที่จะเดินลุยต่อเข้าไปสำรวจซอกซอย
กลัวด้วยแหละว่าตอนยกไอโฟนออกมาถ่ายรูป
จะมีมือดีที่ไหนวิ่งผ่านแล้วไอโฟนจะวิ่งตามค้าไปด้วย
(คิดเยอะแระๆ งั้นถอยทัพดีกว่า) ก็เลยเดินย้อนกลับออกมา

นี่ขนาดว่าเดินไปได้ไม่กี่ช่วงตึกเองนะ
street art ยังคลาคล่ำ ถ่ายมาได้จุใจขนาดนี้ ชอบๆ เลิฟๆ สุดๆ

(รูปซ้ายล่าง ถ่ายจากย่านอื่น ไม่ใช่โซนเดียวกับรูปอื่นๆด้านบน)
 

 
จากนั้นก็มุ่งหน้าไป MACBA ต่อ ต้องรักษาเวลาเพราะอีก 1 ชั่วโมงจะถึงเวลานัดแล้ว
แม้ใจจะรีบ แต่ความเร็วของการเคลื่อนที่สำหรับบุคคลที่ในมือมีกล้อง
และตาคอยแต่จะมองผ่านช่อง viewfinder ใครไม่ลองก็คงไม่รู้ว่ามนุษย์สปีชีร์นี้
จะเดินช้ากว่ามนุษย์ทั่วไปมากกกมายนัก
.....ตึกอาคารบ้านเรือน Graffiti ต้นไม้ แสงแดด โคมไฟ หน้าต่าง บานประตู.......
โอ๊ยยยย สวยไปโม้ดดดด
 
มาจนถึง MACBA กลายเป็นว่า ไม่ค่อยรู้สึกอะไร
แปร่วววววว คือแดดมันร้อนจ้ามากเลยด้วยแหละ มองอะไรแทบไม่เห็น
ถ่ายรูปก็ขาวโพลนไปหมด ได้แค่ยืนมองน้องๆเด็กๆรุ่นเยาว์มาถูไถลสไลด์สเกตบอร์ดกัน
แค่นี้ก็สุขใจแล้ว
สำหรับ MACBA เราไม่ได้ประทับอะไรมาก แต่ก็ไม่อาจจะเรียกได้ว่าผิดหวัง
เพราะมันก็เป็นการเริ่มต้นของการเดินทางที่ดีสำหรับวันนี้
เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่เสิร์ฟมาเพื่อกระตุ้นให้ความสุขเริ่มก่อตัวไต่ระดับเพิ่มขึ้นๆ
 


FAD : Fostering Arts and Design อยู่ติดกับ MACBA

 
 
 
เดินทางมาถึง Cafe Zurich 11 โมงพอดี เดินวนไปวนมาก็ยังไม่เห็นแววว่าเซอร์คิโอ้จะโผล่มา
เลยไปยืนตากแดดชมกระแสฝูงชนอันคลาคล่ำบนถนนลา รัมบล้า
(La Rambla: The most favourite street in Barcelona)
ถนนที่ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีโอกาสมั้ยซักวินาทีที่จะได้สัมผัสถึงความเงียบ เหงา ไร้ ร้าง ผู้คน

เราว่าลา รัมบล้า ไม่เคยได้หลับไหลอยู่ในิทราตราบชั่วอายุของมัน
เพราะผู้คนหลั่งไหลวนเวียนมาเยี่ยมเยือนมันทุกวี่วันไม่ขาดสาย
ในอดีตลา รัมบล้าเคยเป็นคลองน้ำไหลมาก่อน ถนนสายนี้ตัดผ่าใจกลางเมืองบาร์เซโลนา
ไปจบที่อนุสาวรีย์โคลัมบัสสุดปลายทะเล
ผู้คนมากมาย เดิน เดิน และเดิน ไปมาในถนนสายนี้
อยากไปสะกิดถามจังเลว่า " พี่ๆ พี่จะเดินไปไหนกัน?!? "

 
 
 
 
ยืนเพ้อแดด เมาฝูงชนอยู่ได้ซักพัก เซอร์คิโอ้ก็โผล่มา
2ปีผ่านไป หน้าตาเหมือนเดิ๊ม!!!
กอดกันตัวกลม เพื่อนเก่าเจอกัน อย่างคิดถึ๊งงงงง
 
 
 
 
แล้วสองสหาย คนนึงสะพาย Canon อีกคนห้อย Nikon
ก็ออกเดินหน้ามุ่งสู่ Mercat de la Boqueria ตลาดอันเลื่องชื่อ
รู้มั้ยว่า ตลอดระยะเวลา 70 วันที่เราเคยมาที่นี่ในหนที่แล้ว
เราไม่เคยได้ยินชื่อตลาดนี้วิ่งเข้ารูหูเลย!!!!! แต่หารู้ไม่ว่ามันดังมากกกกกกกกก
 
 
 
 
เดินชมตลาด แล้วก็คุยกันไปตลอดทาง ตาก็ดูของ ปากก็พูดๆๆๆ พูดกันไม่หยุด
ภาษาอังกฤษงูๆปลาๆ กันนี่หล่ะ
จบการชมตลาดแบบเหมือนไปไม่ถึงตลาด เพราะว่าไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลย
แต่กเรากลับไปสะดุดที่หน้าร้านไอติมเจลาโต้ของโปรด
ร้าน Dino ร้านเก่า ร้านเดิมที่เคยกิน O_o
ตาโตลุกวาว ลากเซอร์คิโอ้ไปเกาะกระจกตู้ไอติมทันที
เซอร์คิโอ้บอกว่า นี่คือไอติมก้อนแรกสำหรับปีนี้ของเค้า
(ปีนี้หนาวมากตั้งแต่ต้นปี ดูสิเพิ่งจากมาได้กินไอติมตอนเดือนมีนา !!!)
 
 
 
 
แวะเข้าไปดูพลาซ่า ไรแอล (Plaça Reial ) ซะหน่อย  
ยืนถ่ายรูปหน้า Gran Teatre del Liceu ซักนิด
55+~ ความสุขเพิ่มระดับปรี๊ดๆ
พร้อมกับขีดฆ่าหัวข้อใน check list : place can't miss (again) ออกไปได้อีก 2 อัน
คราวที่แล้วไม่รู้ว่าถนนลา รัมบล้า มันยาวลงมาจนถึงสุดปลายอนุสาวีย์โคลัมบัส
ก็เลยไม่เคยเดินมาถึง :(
เลยต้องมาอีกรอบเลย ดูซิดู คนเรา

 
 
 
 
เจอท่านโคลัมบัสชี้มือออกทะเล (แต่ไม่ได้ชี้ไปทางอเมริกา) ก็หยุดถ่ายรูปกันอีก
ถ่ายแล้วถ่ายอีก คราวที่แล้วที่มาก็ถ่าย คราวนี้ก็จะถ่ายอีก
รู้มั้ยว่าท่านโคลัมบัสอ่ะ เท่ห์เสมอทุกเวลา ไม่หวั่นฝนฟ้าแดดหิมะลมเลย
ถ่ายมุมไหน เวลาไหน ปีไหน ท่านก็หล่อไม่ง้อใครเลยอ่ะท่าน
(ยืนเด่นโดดเดี่ยวคนเดียวมาตั้งนานแล้ว เหงามั้ยไม่รู้เนี่ย)
 
แทะโลมท่านโคผ่านทางช่อง Viewfinder จนสาแก่ใจ แล้วก็สะบัดตูด
ทิ้งท่านให้ยืนชี้นิ้วออกทะเลต่อไป หลังจากคิดแล้วว่า ท่านไม่เหงาหรอก คนออกจะเยอะแยะ

 
 
 
 
เซอร์คิโอ้บอกว่าจะพาไปสถานีรถไฟ Estació de França
กรี๊ดๆๆ ที่ี่นี่ก็อยู่ใน check list สถานที่ต้องกลับมาเยือน
คราวที่แล้วก็เดินมาทางนี้นะ แต่ผ่านเลยไปเฉ้ยยยเลย แบบว่าไม่รู้ว่ามีมันอยู่ ณ ตรงนั้น
ซ่อนอยู่ในตึกที่ภายนอกหน้าตาธรรมดา
ข้างในทำให้เรานึกถึงหัวลำโพง คือสวย สูง โปร่ง
หลังคาออกแบบให้แดดธรรมชาติลอดเข้ามาได้ด้วย
วันนี้แดดดีสุดๆ ที่นี่เลยสวยฝุดๆ
โฮกกกก ความสุขทะลักคอหอย เอิ๊กๆ กลืนลงไปก่อน ยังไม่พ้นครึ่งวันเลยพี่น้องเอ๋ย

 
 
 
 
ข้ามถนนกลับมา แล้วเดินไปอีกไม่กี่ก้าว เราก็มาถึงเอล บอร์น (El Born)
ย่านเก่าแก่แหล่งรวมวัยรุ่นสุดชิคในสมัยก่อนเกิดสงครามกลางเมืองยุคนายพลฟรังโก้
ข้อความทุกบริบทจากหนังสือ Homage to Barcelona ย้อนกลับขึ้นมาในความรู้สึกอีกครั้ง
ทุกก้าวย่างที่กำลังเดินอยู่นี้ กำลังเดินเหยียบย่ำไปในอดีต... หรือนี่ ?!?

เราชอบที่นี่ ไม่รู้สิ เราว่ามันอุ่น ^^
แนะๆ ไม่ต้องเงื้อมือมาตบบ้องหูเตือนสตินะว่า
ก็แกอยู่กลางแดดอ่ะไอ้แอม จะไม่ให้อุ่้นได้ไง
55+~ มันอุ่นจริงๆนะ ที่นี่มันอุ่นไออดีต เคลิ้มมมมม.........

 
 
 
ขณะกำลังเคลิ้มได้ที่เลย ได้ยินเสียงผู้หญิงตะโกนด้วยภาษาต่างดาว (ไม่สเปนก็คะตะลัน)
พอหันไปมอง เห็นผู้ชายคนนึงทำท่าุลุกลี้ลุกลน กำลังวางกระเป๋าสะพายข้างใบนึง
ลงที่ตู้โทรศัพท์ แล้วรีบจ้ำอ้าวเร่งฝีเท่าเดินจากไป เค้าเดินไวๆ แต่ไม่วิ่ง
วินาทีนั้น ชัดล่ะ มันคือโจร
ภาพตัดกลับมาที่กระเป๋า เห็นผู้หญิงสองคนเดินเข้าไป
คนแรกคือเจ้าของเสียง แต่ไม่ใช่เจ้าของกระเป๋า
เธอเป็นคนสังเกตเห็นว่าโจรมาหยิบกระเป๋าที่วางอยู่ข้างตัวผู้หญิง
ที่นั่งดื่มด่ำบรรยากาศอยู่ที่ม้านั่งข้างทาง แล้วทำเดินเนียนหนีไป
โดยที่เจ้าของตัวจริงไม่รู้ตัวซักนิด
เธอก็เลยเรียกพี่โจรแล้วคงพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้พี่โจรวางกระเป๋าลงแล้วผละจากไป
ขอบอกว่า โจรหน้าตาดี แต่งตัวดี ดูไม่โจรอย่างแรง
แต่ขอโทษ โจรแท้ๆเลย
โอวววว ใจหายหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เห็นคาตา แบบโปรมาเองงี้ น่ากลัวแท้ๆ
 
หลังจากเรียกสติกลับคืนมาจากพี่โจรได้แล้ว ก็มุ่งหน้าไปกากบาท Check list ต่อไป
นั่นคือโบสถ์สวย Santa María del Mar (ที่นี่เราก็พลาดไม่ได้มาเมื่อคราวก่อน)
มาถึงหน้าโบสถ์ โบสถ์ปิด!!!!
เดอะไกด์กิติมศักดิ์โผล่หน้าไปตีความป้ายที่ติดไว้หน้าโบสถ์ได้ความว่า
4 โมงครึ่งเดี๋ยวโบสถ์จะเปิดอีกที
เซอร์คิโอ้เลยบอกว่า เดี๋ยวเราจะกลับมาใหม่ ^^

 
 
 
เป้าหมายต่อไปคือ Barri Gotic
ระหว่างทางก็ผ่านอนุสาวรีย์ที่สร้างเป็นอนุสรณ์ให้กับผู้เสียสละ
ที่จากไปในการต่อสู้ทางการเมืองเมื่อปี 1713 - 1714
ข้อความที่เสามีหลายภาษา แต่มีภาษาเดียวที่เราอ่านออก นั่นคือ ภาษานี้
“To those who died defending the rights and constitutions of Catalonia
in the siege of Barcelona (1713-1714)”
(เดชะบุญที่ยังมีภาษาอังกฤษให้อ่านเข้าใจ)
 
สาบานได้ว่า ไม่รู้หรอกว่ามันคือสงครามอะไร
เพราะในหนังสือ Homage to Barcelona กล่าวไว้ว่า
บ้านเมืองนี้ก่อนมาสงบร่มเย็นได้ทุกวันนี้ รบราฟันแทงกันมานักต่อนัก
แต่พอมายืนตรงนี้ก็รู้สึกอินเหมือนกันแฮะ
แบบว่าแค่รู้สึก แต่ไม่เข้าใจอ่ะ
เอ๊ะ ยังไง งงป่ะ 55+
 
 
 
 
เดินต่อไปถึง Plaça Sant Jaume
สถานที่ที่ปรากฎอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
สถานที่ที่ครั้งหนึ่งในอดีตเคยอาบไปด้วยเลือดของอนุชนบรรพบุรุษชนชาติคะตะลัน
และสถานที่ที่ในปัจจุบันกลายมาเป็นที่ทำการของรัฐ
ชื่อว่า Palace of the Palau de la Generalitat de Catalunya และ Town House
เป็นสองตึก ตั้งหันหน้าประชันกัน
 
 
 
 
เดินผ่านโบสถ์ใหญ่ประจำเมือง (La Catedral), กำแพงโรมัน, Bari Gotic
เดิน เดิน เดิน กันจนขาเริ่มสั่น หันหน้ามองกัน หิวว่ะ !!! 
 
 
 
ตั้งแต่ออกเดินตอน 11 โมง จนกระทั่งถึงป่านนี้ บ่าย 3 โมง
ก็แหกปากเมาท์มอยมาตลอดทาง น้ำก็ไม่ได้กิน นั่งพักก็ไม่นั่ง
คุยทุกเรื่องที่นึกได้ ถ่ายรูปทุกที่ที่อยากถ่าย
เซอร์คิโอ้ก็ทำหน้าที่ไกด์อย่างเต็มที่ บรรยายภาคภาษาอังกฤษซะด้วย
2 ปีที่แล้วยังง่อยอังกฤษกันทั้งคู่ พูดกันไมไ่ด้ซักคำ
ใครจะไปคิดว่า มาเจอกันอีก จะคุยกันได้นานนนนน ขนาดนี้
 
ตอนนี้ก็เลยหมดพลังงานกันทั้งคู่
ซมซานกันมาถึงร้านอาหาร เป็นร้านที่เราเคยกิน(อีกแล้ว)
จำได้ว่าร้านนี้จะมีชีสเหม็นมาตั้งที่โต๊ะ แต่อาหารอร่อย และชอคโกแลตอร่อยมว๊ากกกกก
บอกเซอร์คิโอ้ เข้าร้านนี้แหละ ป่ะ!!!!
 
แวะกินข้าก่อนน๊ะะะ เดี๋ยวมาเดินกันต่ออีกครึ่งโลกในเอนทรี่หน้าจ้าาาา ขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม ^^
 
 
 
ปอลอ: Homage to Barcelna คือหนังสือที่เป็นแรงบันดาลให้เราย้อนกลับมาบาร์เซโลนาอีกครั้งเขียนไว้ในเอนทรี่นี้ [DiscoverSpain] - หาข้อมูลเที่ยว "สเปน"~ 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

รออ่านอันต่อไปค่ะ
อยากไปสเปนมากเลย เสียดายมากที่ตอนนั้นไม่ได้ตัดสินใจเอาสเปนลงทริปเที่ยวไปด้วย
ถ่ายรูปน่าสนใจมากค่ะ ชอบสแนปชอตแบบนี้ surprised smile
Hot! Hot! Hot!

#2 By PARAkeet on 2012-04-19 22:33

กราฟิติเค้าสวยดีนะ
ไม่เหมือนบ้านเราตามเสาทางด่วน
มีแต่ชื่อสถาบันกับคำหยาบคาย
ถูกใจไอติมให้ Hot!
โจรผู้ดี บ้านเราก็มีนะ รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ
รอติดตามตอนต่อไป
สอง ฮ่าๆๆ
Hot! Hot! Hot!

#1 By Nirankas on 2012-04-19 18:27

Favourites