[DiscoverSpain] - Day2 - Barcelona once again

posted on 12 Apr 2012 23:40 by ambryo in MyMarchMellow directory Travel, Diary
เอนทรี่นี้จะพาออกเดินทางจากมาดริดกลับไปเยือนบาร์เซโลนาจ้า
ที่บอกว่า "กลับไป" เพราะว่า 2ปีที่แล้ว เราเคยไปบาร์เซโลนามาแล้วครั้งนึง
ครั้งนั้นก็เดินทางด้วยรถไฟแบบนี้เหมือนกันล่ะ แต่สลับกันกลับคราวนี้
เพราะครั้งนั้นเป็นการเดินทางจากบาร์เซโลนามามาดริด ค้างแค่ 1 คืน
ประชุมทั้งวัน แล้วก็กลับไปบาร์เซโลนาเลย :P
เอารูปบาร์เซโลนามายั่วน้ำลายก่อน เผื่อจะหลอกล่อให้จะได้ทนอ่านจนจบเอนทรี่ได้ ^^
 
วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2555
 
 
ตื่นตี 5 เชคเอาท์ออกจากโรงแรม เพื่อมาถึงสถานีรถไฟ Atocha ตั้งแต่ 6 โมงเช้า!!
ที่มาถึงเร็วขนาดนี้ก็เพราะเลือกโรงแรมได้ใกล้ชิดสถานีรถไฟแบบสุดๆนั่นเอง
แค่เดินลงประตูสถานีรถไฟใต้ดิน Atocha Renfe ที่อยู่หน้าประตูโรงแรม
ก็จะมีทางเชื่อมเข้าสู่สถานี Atocha ได้เลย
ข้อดีของการเดินทางด้วยรถไฟก็คือ ไม่ต้องเสียเวลาตอนตรวจกระเป๋าเท่าสนามบิน
แค่เอากระเป๋าใส่เครื่องตรวจ ไม่ต้องตรวจทั้งตัว หัวจรดเท้า
ไม่ต้องถอดทั้งแจ็คเกต เข็มขัด หรือแม้กระทั่งรองเท้าแบบที่สนามบิน
 
6โมงครึ่ง เจ้าหน้าที่ก็มาประจำที่ทางเข้า
สแกนตั๋วแล้วก็แบกกระเป๋าไปขึ้นรถไฟกัน :)

เราจองที่นั่งติดหน้าต่าง สังเกตว่าคนที่มาเดี่ยว ก็ได้นั่งเดี่ยวกันโม้ดดด
ก็เลยครอง 2 ที่นั่งไปจนตลอดเส้นทาง
คงเพราะนี่เป็นรถไฟรอบเช้าตรู่ คนก็เลยไม่เต็มขบวน ดีเลย ได้นั่งสบาย
เราเอากระเป๋าเป้แบคแพควางไว้ตรงขา เต็มพอดี ไม่มีที่วางเท้า
เพราะว่า คลีนแอนด์เจิร์ก ยกกระเป๋าขึ้นเก็บบนช่องเก็บของเหนือหัวไม่ไหว
ทำไงได้ล่ะ มาคนเดียว มองรอบข้างดูหน้าตาแต่ละคน
หน้าตาไร้ความเป็นมิตรทั้งน้านนน ใครจะไปกล้าขอให้ช่วยยกกระเป๋าให้ :(  
 
มาคราวที่แล้วก็เห็นนักธุรกิจมาดเท่ห์นั่งรถไฟไปทำงาน
มารอบนี้ขนาดเช้าตรู่แบบนี้ก็ยังเจอ
สูทเนี๊ยบกริ๊บ อุปกรณ์ครบครัน ทั้งโน๊ตบุค ทั้งไอแพด Business Man สุดๆ
 
 

วิวทิวทัศน์ระหว่างทาง แห้งแล้ง (เหมือนเดิม)
 
 
ออกจากมาดริดตั้งแต่ยังมืด ค่อยๆเห็นพระอาทิตย์โผล่ออกมา
จนสว่างเต็มตาที่บาร์เซโลนาตอน 9โมงครึ่ง
 
 
ถึงบาร์เซโลนาแล้ว......
 
จากสถานีรถไฟ Sants เราต้องไปต่อรถไฟใต้ดินไลน์ 3 
จากข้อมูลที่เตรียมมา สถานีรถไฟใต้ดินอยู่ชั้นใต้ดินของสถานี Sants นี่เอง
แต่ว่า.... เดินไกลมากๆๆๆๆ กว่าจะไปถึงชานชาลาที่ขึ้นรถไฟ
จากไลน์ 3 เราต้องไปเปลี่ยนไปขึ้นไลน์ 1 ที่สถานี Espanya อีก
โฮกกกก เหนื่อยเหงื่อซึมแร้ววววว 
 
 

แผนที่จาก Google Map จากสถานีรถไฟ Universitat ไปถึงโรงแรม ที่เซฟมาตั้งแต่เมืองไทย
สุดท้าย ช่วยอะไรไม่ได้เพราะว่าออกมาจากสถานีแล้ว ไม่รู้ว่าเราอยู่มุมไหนของ 
Placa de la Universitat 
 
 
เดินจนจะครบทุกด้านของ Placa de la Universitat แล้วก็ยังหาถนนที่ชื่อ Tallers ไม่เจอ 
พยายามพึ่งพาป้ายบอกตำแหน่งที่อยู่หน้าทางเข้าสถานีรถไฟ
เห็นชื่อถนนแล้ว แต่ปัญหาคือ ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองต้องเดินไปทิศไหน 
 
ที่ต้องมาหลง งงงวย จนเหนื่อยซึมขนาดนี้ ก็เพราะไอ้พลาซ่า (Placa) นี่แหละ
มันก็เหมือนสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่อยู่ตรงกลางระหว่างถนนหลายๆสาย
โผล่เข้ามากลางจตุรัสทีไร ถ้าไม่เคยมา ใครจะไปรู้ว่า
ถนนที่เราจะไปมันอยู่มุมไหน เหลี่ยมไหน ของไอ้พลาซ่าที่ว่าเน้.......  
 
 
เดินจนครบทุกด้าน ถึงได้รู้ว่า ถนนที่ตามหา อยู่ใกล้ทางที่เราออกมาจากรถไฟใต้ดินนิดเดียว T_T 
 
 
โรงแรมอยู่บนชั้นบนของตัวตึก ต้องกดปุ่มที่ประตูทางเข้า
แล้วบอกให้คนที่โรงแรมกดปุ่มปลดลอคประตูทางเข้าที่ชั้น 1 ให้
(ดีนะที่เคยเห็นมาก่อนว่าเค้าทำกันแบบนี้ จากคราวที่แล้วที่เคยมา)
ไหนจะลิฟท์อีก ลิฟท์บ้านเมืองนี้ เค้าต้องเปิดประตูด้านนอกออกก่อน แล้วก็ปิด
แล้วค่อยกดเลือกชั้น จากนั้นประตูด้านในถึงปิดอัตโนมัติ
ถ้าเข้าหรือออกจากลิฟท์แล้วไม่ปิดประตูด้านนอก ลิฟท์จะไม่ไปไหนทั้งนั้น  
คือ ทุกอย่างแตกต่างจากบ้านเราโดยสิ้นเชิง
หรือถ้าเคยมาแต่พักแต่โรงแรงหรูๆ ก็ไม่เจอลิฟท์กับประตูแบบนี้เหมือนกัน 
 
 
Common Area ของโรงแรม
อู้วว้าวววว......
 
 

มีขนมปัง โยเกิร์ต และอาวุธพร้อมสำหรับให้ทำอาหารกินเองได้

 

และนี่คือห้องของเรา Single Room เล็กๆ 


และห้องน้ำสุดเก๋อยู่ในห้องนอนเลย มีแค่ประตูเลื่อนไปมา แบบว่าประหยัดพื้นที่แบบสุดๆ
 
 
เก็บของเสร็จ ก็พุ่งออกไปหาบาร์เซโลนาทันที 
อากาศเช้านี้เย็นๆ ออกเดินไปตามถนน ได้กลิ่นที่คุ้นเคย กลิ่นนั้นคือ กลิ่นบุหรี่ 55+
แปลกใจเหมือนกันว่า ทำไมตอนมาถึงมาดริด ถึงไม่รู้สึกถึงกลิ่นนี้
แต่พอมาถึงบาร์เซโลนา กลิ่นบุหรี่ที่ลอยล่องไปทั่วทั้งเมืองนี้
ทำให้เรารู้สึกถึงความคุ้นเคย หรือนี่คือความรู้สึกของการกลับมาในที่เดิม แห่งนี้ อีกครั้ง ......
 
พลาซ่า คะตะลุนญ่า ยังเหมือนเดิม
ทุกอย่างที่เรียงรายอยู่ตลอดเส้นทางยังเหมือนเดิม
เรารู้สึกว่า ที่นี่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ^^
 
 
แล้วก็เดินมาจนถึง Bombardier Office สถานที่ๆเราปักมุดในแผนการเดินทางว่า ต้องมาให้ได้
บางคนคงสงสัยว่า มาเที่ยวแล้วจะมาทำไมออฟฟิส 
ก็คงบอกได้แค่ว่า ที่แห่งนี้สำหรับเราไม่ได้เป็นแค่ออฟฟิส
แต่มันมีความทรงจำดีๆมากมายและมิตรภาพ เกิดขึ้นที่นี่ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว 
แม้จะได้ข่าวกระซิบบอกก่อนมาแล้วว่า ออฟฟิสไม่เหมือนเดิมแล้ว 
แต่ก็ยังต้องมา อย่างน้อยป้ามากาเรตต้า ก็ยังอยู่ :)
 
 
ลิฟท์ของออฟฟิส ที่นี่แหละที่สอนให้เรารู้ว่า ลิฟท์หน้าตาประหลาดๆแบบนี้มันใช้งานยังไง :)
 
 
ออฟฟิสวันนี้ เหลือแค่ป้ามากาเรตต้า จูเลี่ยน และ โฆเซ่ อันโตนิโอ 
มันเงียบบบบบ จนน่าตกใจ
ป้าดีใจมากที่เรากลับมา เราจำได้ว่า คราวก่อนป้าไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ
แต่ทำไมคราวนี้ป้าพูดไม่หยุด จนเราไม่ทันได้อ้าปากพูดเลย T_T
 
ป้าดูเศร้าๆ เวลาพูดถึงอดีตที่เคยสนุกสนานในออฟฟิส
ป้ายังจำเรื่องสนุกๆหลายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้วได้
งานปาร์ตี้ส่งท้ายปีและส่งพวกเรากลับบ้าน ยังฝังแน่นในความทรงจำของป้า (และเรา)
 
แต่ตอนนี้ ที่นี่ ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว 
แม้เราจะรู้สึกได้ในทันทีที่มาถึงบาร์เซโลนาว่ามหานครแห่งนี้ยังคง(วุ่นวาย)เหมือนเดิม
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิม สิ่งนั้นคือ "ที่แห่งนี้" .....
 
เสียงหัวเราะดังลั่น เสียงคนถกเถียงคุยกัน หรือปาร์ตี้เบียร์ในเย็นวันศุกร์ 
ไม่มีอีกแล้ว .....
 
บางคนก็ต้องออกไปทำงานที่บริษัทอื่น
ในขณะที่หลายคนที่เคยอยู่ในออฟฟิสที่นี่ก็ต้องแยกย้ายไปทำงานที่อื่น
ลิม่า (เปรู), พิตเบิร์ก(อเมริกา), ลอนดอน ......
มันคงไกล ไกล และไกลเหลือเกิน ในความรู้สึกของป้า
คนๆเดียวที่ยังอยู่ที่เดิมและต้องนั่งมองทุกคนเดินจากไป  
ป้าบอกว่าเศรษฐกิจที่สเปนแย่มากๆ
"That's life" นั่นคือคำสรุปๆสั้นๆจากป้า
แม้ป้าดูเศร้า เหงา แต่ก็ยังแฝงความแข็งแกร่งไว้
เราดีใจมากๆ ที่ได้มาเจอป้าในช่วงเวลานี้ 
 
ป้าพยายามช่วยวางแผนการเที่ยวให้เรา แต่ดูเหมือนจะยากลำบากมาก
เพราะว่าเอ่ยมาที่ไหน เราก็ไปมาแล้วทั้งนั้น :P
เรียกได้ว่าทริปที่แล้วไปมาซะทั่วในทุกๆที่ที่นักท่องเที่ยวต้องไป
ป้าเลยเริ่มแนะนำให้ออกไปรอบนอก เมือง Sitge คือที่ๆป้าแนะนำ
แต่เราไมไ่ด้บอกว่า การกลับมาที่นี่ของเรา มีจุดประสงค์เพื่อ
กลับมาเดินในที่เดิม รับรู้ความรู้สึกเดิมๆ ที่เคยมีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว :P
 
คุยกันอยู่นาน ซักพักโฆเซ่-อันโตนิโอก็โผล่เข้ามา
คงเกิดอยากแนะนำแผนการท่องเที่ยวบ้าง
Parc de Guinardo คือสถานที่แนะนำ ตอนแรกเราก็ไม่สนใจ
แต่เห็นเจ้าตัวพูดถึงหลายรอบ แถมบอกว่าถ้าอยากไป จะพาไป
โฆษณาแถมท้ายด้วยว่าถ้าขึ้นไปด้านบนจะเห็นวิวของบาร์เซโลนา
และมีสิ่งก่อสร้างสมัยก่อนอยู่บนนั้นด้วย (ชักเริ่มสนใจแฮะ)
เลยบอกว่าถ้าจะไปจะส่งsmsไปบอกพรุ่งนี้  
 
ตอนเที่ยงไปกินข้าวกัน 3 คน จูเลี่ยนไม่ไปเพราะจะกลับเร็ว (ไปเลี้ยงลูก)
ก็เลยต้องรีบทำงานให้เสร็จ 
ป้าเลี้ยงข้าว ส่วนโฆเซ่-อันโตนิโอชวนกินไวน์
เราบอกว่าเอานิดเดียวๆ เทมาให้ ต้องกินตั้งหลายอึกกว่าจะหมด :(
วันนี้ตื่นเช้า เพลียกับการแบกกระเป๋าหาโรงแรม ยังไม่ได้พักเลย
ให้ตรูกินไวน์เข้าไปอีก มึนเลย
 
 
กลับมาคุยกับป้าต่ออีกซักพัก ก็ขอตัวกลับ 
เราไปแวะห้างเขียว จริงๆมันคือห้างชื่อ El Corte Ingles
แต่เราเรียกว่าห้างเขียวเพราะสัญลักษณ์ของห้างมันเป็นสีเขียว
ไปหาซื้อหัวแปลงปลั๊กอันใหม่ เพราะว่าอันที่ซื้อมามันเป็นขากลมก็จริง
แต่มันเสียบไม่ลงเต้าเสียบของที่นี่ (คิดไม่มากพอ เสียเงินเลยตรู)
เดินหาเองอยู่นาน จนคุณลุงคนขายเดินเข้ามาหา
เราเอาที่ชาร์จของไอโฟนไปเป็นตัวอย่างด้วย
คุณลุงก็หยิบเอาไปส่องกับแว่นขยายดูรายละเอียด
เสร็จแล้วก็ไปหยิบเอาหัวแปลงตัวที่เหมาะสมมาลองเสียบเข้าไป
เพื่อเช็คว่าใช้ด้วยกันได้ ทั้งหมดทุกขั้นตอน คุณลุงพูดสเปนหมดเลย
เราไม่เข้าใจ แต่ได้ยินคำสุดท้ายคล้ายๆคำว่า economic (น่าจะแปลว่า อันนี้ถูกกว่าอีกอัน)
พร้อมกับยกอีกอันขึ้นเทียบให้ดูราคาว่าอันนี้ถูกกว่า
 
แม้คุณลุงจะขายของแบบไม่ยิ้มเลยซักนิด แต่ทั้งหมด เราบอกได้เลยว่า ประทับใจมากกกกกกก
ตั้งแต่เค้าเดินเข้ามา เอาแว่นขยายมาส่องดูรายละเอียด เช็คว่าใช้งานได้จริงๆ
แล้วก็เลือกอันที่ถูกกว่าให้ จ่ายไปวันนี้ 8ยูโร แม้จะถูกกว่าข้าวจานนึงที่นี่
แต่ถ้าซื้อที่เมืองไทย แน่ละว่า ไม่ต้องเสียเงินถึง 3ร้อยกว่าบาท
แต่อย่าไปคิดเทียบกับราคาที่เมืองไทยเลย เพราะซื้อที่นี่ ได้ของแล้วยังแถมความรู้สึกดีๆด้วย
คงไม่ได้เจออะไรแบบนี้ ถ้าเราไม่ซื้อหัวแปลงปลั๊กไฟมาผิดอัน ^^
 
 

แดดยามบ่าย ณ พลาซ่าคะตะลุนญ่า
 
ถ่ายรูปพื้นถนนตรงนี้ แบบนี้ เหมือนเดิม เป็นภาพเดิมกับคราวที