วันพุธที่ 14 มีนาคม 2555
 
ก้าวแรกของการเดินทาง(คนเดียว)
 
เตรียมตัวมาตั้งนาน พอถึงเวลาจะออกเดินทางจริงๆ
เฮ้ยยยย วันนี้รู้สึกหงอยๆ ความร่าเริง ความตื่นเต้น ความมั่นใจ หายไปไหนไม่รู้ T_T
พี่ๆถามว่า จะเศร้าทำไม จะไปเที่ยวไม่ใช่เหรอ
อืมมม ไม่รู้สิ บอกไม่ถูก รอคอยวันนี้มาตั้งนาน แต่พอถึงเวลาที่ต้องไปจริงๆ เกิดนึกกลัว
คำถามเดิมๆก็ยังวนกลับมาถามตัวเองอยู่ว่า "นี่จะไปคนเดียวจริงๆเหรอ ไหวเหรอ ?!?"
 
ข้าวของเพียงเล็กน้อยค่อยๆทยอยยัดเยียดลงกระเป๋าเป้แบคแพค
ใจก็แป้วๆ ท้องก็ป่วนๆ อยู่แล้ว ยังมีข่าวอีกว่า
ตรวจคนเข้าเมืองของสุวรรณภูมิเป็นอะไรที่วิกฤติมาก ยิ่งดึกคนจะยิ่งเยอะและช้า
เฮ้ยยยย อะไรมันจะขนาดนั้น อ่ะ แต่เพื่อความชัวร์ ก็ไม่ชะล่าใจ รีบไปก็รีบไป 
 
ครั้งนี้เดินทางออกจากบ้านคนเดียวตั้งแต่ก้าวแรก
ซึ่งต่างจากทุกครั้งตอนไปทำงานที่เมืองนอก
วันนี้พ่อไม่ว่าง เลยไม่ได้มาส่ง 
แต่ในใจเราก็รู้สึกดีนะัเพราะถ้าพ่อไปส่ง เราจะยิ่งเกิดอาการดราม่า
เวลาต้องจากลาจากอะไร เป็นงิทุกที ไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย T_T
 
หุหุ แต่ถึงพ่อไม่ไปส่ง คราวนี้เรามีแขกรับเชิญพิเศษมาส่งนะ
"พี่ม่าน" แฟนคลับจาก exteen ในตอน Istanbul นั่นเองงงงงงงง
ดีใจมากๆที่มีพี่ม่านไปส่ง เป็นการเจอกันครั้งแรกของเรา ที่เมาท์กันกระจาย
คุยกันจนลืมสนใจว่า counter check-in Emirates นี่แหละตัวการความช้า 
รออยู่เป็นชั่วโมงยังไม่ได้เชคอินกระเป๋าเลย 
ไปถึงสนามบินตั้งแต่ 3 ทุ่ม กว่าจะได้ boarding pass และ check in กระเป๋าก็เกือบ 4 ทุ่ม
นี่ขนาดเชคอินออนไลน์มาแล้วนะ แต่ Emirates เค้าไม่ยอมเปิดเคาท์เตอร์เชคอินออนไลน์อ่ะ
แถมเคาท์เตอร์ปกติก็เปิดแค่ไม่กี่เคาท์เตอร์ ก็เลยช้า :(
แต่มีพี่ม่านอยู่ด้วย เลยรู้สึกอุ่นใจแบบบอกไม่ถูก ^___^
 
 
ประมาณ 4 ทุ่มครึ่งก็ผ่านตม.เข้าไปได้
มุ่งหน้าสู่เกท E4 เป็นที่หมายต่อไป
 
 
เที่ยวบิน EK 385 จากกรุงเทพไปดูไบ เครื่องออกเวลาตี 1 กับอีก 5 นาที ของวันที่ 15 มีนา
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
 
วันพฤหัสที่ 15 มีนาคม 2555
 
มุ่งหน้าสู่ดูไบ
 
เข้าประจำที่บนที่นั่ง 74D ที่เลือกเอง
เป็นที่นั่งติดทางเดิน มองเห็นห้องน้ำอยู่ด้านหน้า ไม่ต้องคอยหันมอง
(เป็นไง เงื่อนไขเยอะเสมอ 55+)
ที่นั่งข้างๆ มีคนนั่งอยู่แล้ว เป็นคุณลุงหน้าตาใจดี
ใส่เสื้อเชิ้ตลายพร้อยรู้เลยว่าเพิ่งกลับจากทะเล 55+
คุณลุงช่วยยกห่อผ้าห่มกับหูฟังที่วางกองอยู่บนที่นั่งของเราออกให้เรานั่ง
เราก็เลยบอกคุณลุงไปว่า "Thank you" 
คุณลุงหัวเราะ แล้วถามกลับมาว่า รู้ได้ยังไงว่าเค้าเข้าใจภาษาอังกฤษ?? 
เอ๊า แอบมีฮานะเนี่ยคุณลุง เราก็เลยตอบไปแบบฮาๆว่า
เราพูดได้แค่ภาษาอังกฤษภาษาเดียว แล้วก็ยิ้ม คุณลุงก็เลยยิ้มตาม 55+
เป็นความรู้สึกของมิตรภาพที่ดี อย่างบอกไม่ถูก ^^
ทีนี้เราก็เลยสงสัย ถามแกไปว่า แล้วแกมาจากไหน
แกตอบว่า แกเป็นคนอังกฤษ (อ่าวววว แล้วยังมาทำเล่นมุกใส่ตรู!! Foot in mouth
 
 
ไฟล์ทนี้ บินไปดูไบ แต่รอบการบรรยากาศดูสหประชาชาติมาก
คาดว่้าหลา่ยๆคนคงใช้ดูไบเป็นทางผ่านเพื่อการทรานซิสเหมือนเรานั่นแหละ
เครื่องบินลำนี้ใหม่ ใหญ่ และดูดีมว๊ากก เพราะนี่คือ Airbus 380 ที่ร่ำลือนั่นเอง
 
ไฟล์ทนี้ แอร์จริงจังกับการตรวจเช็ค Seat Belt มาก
เดินดูแล้วดูอีก ถ้าเอาเสื้อปิดไว้ ก็ต้องขอดูให้เห็นกับตาด้วย ไม่งั้นไม่เชื่อ
(ก่อนเป็นแอร์ เจ๊แกเป็นครูฝ่ายปกครองมาก่อนรึป่าวเนี่ย)
มีคนไม่ยอมคาดเข็มขัด แถมทำมึนๆใส่ เลยเจอเจ๊แอร์ดุเข้าไป
หน้าตาเจ๊แอร์จริงจังเคร่งครัดอย่างมากกกกก เห็นแล้ว ขำดี Sealed
 
สำหรับไฟล์ทนี้ แม้แอร์และสจ๊วตของสายการ Emirates จะไม่ดูดีเท่าที่คิด :P
แต่อาหารของ Eco class นี่ มันแจ่มแจ๋วมาก 
เรียกได้ว่า ดูดีทั้งหน้าตาและรสชาติ และปริมาณ เราก็กินจนอิ่มแปล้ พุงกางเลย
แต่เมื่อถึงคราวต้องนอน ทีนี้ก็ลำบากอีกแล้ว
ถึงจะรู้สึกว่าเก้าอี้แอบกว้างนิดนึง แต่ก็ไม่ได้ทำให้นอนหลับได้สบายอยู่ดี
พลิกไปพลิกมาอยู่ 6 ชั่วโมง 45 นาที แล้วก็ถึงดูไบ
(คุณลุงคนข้างก็ดีเหลือหลาย นั่งดูหนังทั้งไฟล์ท ไม่ลุกไปเข้าห้องน้ำให้กวนใจเลย ^^)
 
 
 
แวะไปเหยียบแผ่นดินดูไบซัก 3 ชั่วโมง
 
มาถึงดูไบตอนตี 5 ตามเวลาท้องถิ่น คนยังไม่มาก ก็เลยผ่านด่านตรวจของได้ไวมาก
ถึงแม้สนามบินดูไบจะใหญ่ ใหม่และหรูมากกกก 
แต่ก็ไม่ต้องกลัวหลงเพราะผู้โดยสารที่ออกจากเครื่องก็เดินไปทางเดียวกันหมด
บอกแล้วว่ามาทรานซิสกันแทบทั้งนั้น
ส่วนเราก็มุ่งหน้าไปสู่เกต 206 เพื่อจุดหมายปลายทางที่รอคอยคือ Madrid 
 
ถึงแล้วเกต 206 
สนามบินดูไบมีเนตให้เล่นฟรี ไม่ต้องมีพาสเวิร์ดด้วย
แต่ปัญหาคือ บางจุดสัญญาณอ่อนจนแทบทำอะไรไม่ได้ และจุดที่ว่านั้นก็คือ หน้าเกตนี่แหละ 
พอเกตเปิดก็เลยรีบต่อแถวรอเข้าเกต แล้วก็ไม่ผิดหวัง 
ข้างในเกตเนตแรงมว๊ากกกก โหลดดูรูป instagram ได้ทันใจดีจริงๆ 
แต่...... อัพรูปไม่ขึ้น ฮ่วยยย T_T
 

บรรยากาศรอบตัวตอนนี้ เต็มไปด้วยภาษาสเปน 
ไม่มีกลิ่นแขก หน้าแขก ให้เห็นเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เข้าใกล้สเปนเข้าไปทุกที ^^ 
ทุกคนฟุดฟิดกันด้วยภาษาที่เราเริ่มคุ้นหู แบบว่านั่งก้มหน้าอยู่เป็นต้องหันอ่ะ
เพราะว่าคำคุ้นๆมันโผล่มาเยอะมาก ตื่นเต้นๆ เดี๋ยวจะได้ยินคำพวกนี้เต็มสองหูไปอีก 14 วัน 
อิ่มจนทะลักล้นคอหอยเลยทีนี้ สมใจอยากล่ะทีนี้ 55+
 
นั่งรอไม่นาน ก็ได้ยินเสียงแอร์ประกาศเรียก 
แต่เอ.... เค้ามาแนวแปลก คือ เค้าเรียกเป็นโซนของที่นั่ง
แบบเน้นชัดมากว่า ต้องโซนนี้โซนนั้นเท่านั้น
เรานั่งโซน H ซึ่งเป็นทางด้านหัวของเครื่อง รอไม่นานก็ถูกเรียก
 
เดินลงไป1ชั้นเพื่อพบว่า ต้องต่อรถบัสไปขึ้นเครื่องอีกที่
ตอนนี้เช้าแล้ว ได้พบเจอแสงแดดและกลิ่นดายดูไบเล็กน้อย
ในไม่กี่ก้าวที่เดินออกจากประตูอาคารไปขึ้นรถบัส แว๊กกกก ดูไบเช้านี้อากาศเย็นแฮะ
 
นั่งรถไปตั้งนาน ทำไมเครื่องบินอยู่ไกลจังหว่า แถมแดดยังออกส่องหน้าตรูอีก
บ่นๆ ...
ไม่รู้รถวิ่งช้า หรือว่าเครื่องบินอยู่ไกลจริงๆ เพราะว่า ตาจะปิดเอาหลายรอบแล้ว
พอรถมาถึงเครื่องบิน ฮัดช้า ตาตื่นตาตั้งเลย
เพราะว่า เราต้องเดินขึ้นบันไดเครื่องบินด้วยก้าวแรกที่เริ่มจากผืนแผ่นดินดูไบ
แอบดูเวอร์ แต่ขอบอกว่าชอบบรรยากาศนี้
ทีละก้าวๆ จนถึงประตูเครื่องบิน มันให้ความรู้สึกดีพิลึก ^^
ฮัดช้า สวยงาม เครื่องบินใหญ่จัง อยากถ่ายรูปๆ แต่.... ไม่กล้า T_T 
เพราะว่าก่อนลงจากบัส ดันเดินไปชนผู้ชายวัยคุณลุงคนนึง
เราว่าเราไม่ผิดเพราะว่าเราอยู่ก่อนเค้า เราก็ควรเดินไปก่อนเค้า 
แต่พอชนกัน เราก็หยุด ให้เค้าไปก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าเค้าอยากไปก่อนรึเปล่า
อารมณ์ว่าถ้าคุณรีบ เราก็ให้คุณไปก่อน เพราะเราอ่ะไม่รีบ
แต่เค้าทำมือให้เราเดินไปก่อน เพียงแค่หน้าตาไม่ยิ้มและพูดภาษาสเปนใส่
ขนาดนี่ยังไม่ถึงสเปน เจอแบบนี้อีกแระ นิสัยคนสเปน กูละเซ็ง Yell
 
พอเดินขึ้นบันได ก็เลยไม่กล้าหยุดถ่ายรูป เพราะผู้ชายคนนั้นเดินตามหลังอยู่ 
ไม่รู้เค้ารีบหรือไม่รีบ เพราะว่าไม่เข้าใจเค้า
ก็เลยไม่อยากเห็นเค้ามายืนหยุดรอเราชักภาพแชะๆ
(คิดมากตลอดอ่ะตรู แต่ก็ไม่เข้าใจนี่หว่า ก็เลยได้แต่คิดเดาเอาเอง)
แต่ก็ดีที่ไม่ต้องพะวงห่วงถ่ายรูป เลยมีโอกาสได้ชื่นชมเครื่องบินและบรรยากาศรอบกาย
ในรันเวย์ของ Dubai International Airport อย่างเต็มอิ่ม (ยิ้มนิดๆอย่างมีความสุข ^^)
 
 
ไฟล์ทนี้ นั่งที่นั่ง 19D ติดริมทางเดิน เช่นเคย แต่เป็นเครื่อง Boeing 777 แล้ว 
เล็กกว่าไฟล์ที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้แย่อะไร
ความรู้สึกของที่นั่ง เหมือนไม่ต่าง เพราะแคบเหมือนเดิม 55+
ยังต้องทนทรมานไปอีก 8 ชั่วโมง!!! กว่าจะถึง Madrid 
 
 
ขึ้นเครื่องมาไว ที่นั่งข้างๆยังว่างให้ได้ลุ้นว่า เพื่อนร่วมทางคนต่อไปจะเป็นยังไง
ซักพัก เพื่อนร่วมทางก็ปรากฎตัว ..... เป็นหญิงวัยกลางคน มาพร้อมลูกสาวและสวามี 
เราลุกขึ้นให้เค้าเดินเข้าที่ตัวเอง (ตามมารยาทที่พึงกระทำ)
เธอและลูกและสามี ก็ดูวุ่นวายกับสัมภาระกระเป๋าข้าวของมาก 
เริ่มจากวางกระเป๋าบนที่นั่งตรู แล้วก็จัดแจงยัดเยียดข้าวของอื่นๆ
ใส่ช่องเก็บของเหนือที่นั่งอยู่นานสองนาน จนอิชั้นเริ่มชักจะไม่สบอารมณ์
ก็ยืนรอนานแล้วอ่ะ คนอื่นๆก็เดินไม่ได้ ติดขัดกันวุ่นวายอยู่ซักพัก
จนกระทั่งเธอและครอบครัวหย่อนตรูดลงนั่งได้นั่นแหละ
อารมณ์ก็ถึงกลับมาดีเหมือนเดิม
แล้วเธอก็เริ่มนอน ไอ้เราก็ง่วงเหมือนกัน
กะว่าจะรอดูวิวจากกระจกด้านข้างตอนขาขึ้นซะหน่อย 
ไม่รู้ว่าเหนื่อยมากหรือว่ากัปตันขับนิ่มเกินไป หลับไปตอนไหนไม่รู้
ตื่นมาอีกทีเครื่องบินนิ่มอยู่บนฟ้าแล้ว (แสดงว่าเครื่องขึ้นมาได้ซักระยะแล้ว)
เราตื่นมากินอาหารเช้าที่อร่อยมากกกกก อีกแล้ว
กินอิ่มก็หลับต่อ รอคอยการมาถึงของ Madrid อย่างใจจดใจจ่อ ^^

 

ใบนี้แอร์เค้าแจก ใบอะไรไม่รู้ ตอนไปสเปนเมื่อ 2 ปีที่แล้วไม่เห็นมี
ก็เลยรอถามแอร์ว่าให้กรอกยังไง แอร์สาวไฟล์ทนี้สวยกว่าไฟล์ทจากกรุงเทพ
แต่ความบึ้งตึงของหน้ายังรักษามาตรฐานเดิม
เช่นเดียวกับป้าคนข้างๆ (เมื่อชักเริ่มเกิดอาการไม่สบอารมณ์กับหญิงคนใด
สรรพนามของหญิงเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็น "ป้า" ทันที)
ป้าเน้นนอน(ซึ่งดี) แต่พอป้าตื่น จะเข้าห้องน้ำ เรารู้สึกได้ว่า ป้าไม่เฟรนลี่ 
เราได้ยินป้าพูดอังกฤษได้เวลาสั่งอาหารกับแอร์ แต่ป้าเป็นคนสเปนแน่ๆ
เพราะป้าพูดภาษาสเปนกับลูก และนิสัย+หน้าตา อาการแบบนี้ สเปนชัดๆ ฟันธง!!
ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่เราจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกไม่เฟรนลี่จากป้า
แม้จะไม่ได้พูดกันแม้แต่คำเดียว...... 
 
เมื่อเครื่องลงจอดถึงสนามบิน Barajas ณ กรุงมาดริด
ตามปกติ เราจะไม่รีบลุก เพราะลุกไปก็ยังไม่ได้ออก ลุกไปยืนให้เหมื่อยเฉยๆ เพื่อ?!?
แต่คราวนี้พอดีแสนรู้เห็นตอนครอบครัวนี้ยัดข้าวของลงช่่องเก็บของเหนือหัว
ก็เลยรู้ว่า ถ้าตรูไม่ลุก ครอบครัวนี้คงเหยียบหูตรูขึ้นไปเอาของ
ก็เลยจำใจต้องลุกมายืนแอบตรงทางเดินให้เค้าเปิดเอาของ
คุณสามีข้ามมาเอาของตรงที่นั่งเรา ขอเน้นที่คำว่า "ข้าม"
เดชะบุญที่แสนรู้ลุกจากที่นั่ง ไม่งั้นโดนภาษษสเปนสาดใส่หูแ